SAT

  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

SAT

SAT คืออะไร

จริงๆแล้ว SAT ก็คือข้อสอบ Admission ของนักเรียนในสหรัฐอเมริกานั่นเอง ข้อสอบประกอบไปด้วย 3 ส่วนคือ (1) Mathematics (2) Critical Reading (3) Writing ซึ่งหลักสูตรอินเตอร์ในไทย เช่น จุฬาฯหรือธรรมศาสตร์ก็ให้นักเรียนยื่นผลสอบ SAT ในการสอบเข้าเช่นกัน

 

 

New SAT (ข้อสอบใหม่ ตั้งแต่รอบสอบ May 2016)

ในปี 2016 จะมีการเปลี่ยนแปลงข้อสอบ SAT โดยเริ่มตั้งแต่รอบ Mar 2016 ในสหรัฐอเมริกาและ May 2016 ในประเทศอื่นๆรวมทั้งไทย ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจดังนี้

1. การตอบผิดจะไม่มีการหักคะแนนอีกต่อไป
2. การรวมข้อสอบในส่วน Reading และ Writing เข้าด้วยกัน (ข้อสอบเดิมแยกกัน) ทำให้คะแนนเต็มลดจาก 2,400 เหลือ 1,600
3. ไม่บังคับสอบ Essay ทำให้เวลาสอบลดลงจาก 3 ชั่วโมง 45 นาทีเหลือ 3 ชั่วโมงหากไม่ต้องการสอบ Essay
4. ข้อสอบ Reading จะไม่มีการถามคำศัพท์โดยให้เติมในประโยคให้สมบูรณ์ แต่จะใช้วิธีให้อ่านเนื้อเรื่องแล้วให้เดาความหมายแทน
5. ข้อสอบ Writing เป็นการถามหลัก Grammar ว่าประโยคที่ให้มานั้นสมบูรณ์แล้วหรือต้องมีการแก้ไข แต่จะไม่มีการทดสอบ Error Identification
6. ข้อสอบ Math มีทั้งส่วนที่ใช้เครื่องคิดเลขได้และส่วนที่ห้ามใช้เครื่องคิดเลข

โดย aims จะมีการจัดกิจกรรม New SAT Workshop เป็นระยะๆ ติดตามรายละเอียดได้ที่ LINE @aims หรือ facebook: aims.school

ควรเริ่มเรียน SAT เมื่อไร

การสอบ SAT ไม่มีการกำหนดอายุผู้สอบและเก็บผลไว้ได้ถึง 2 ปี ดังนั้นนักเรียนหลายๆคนจึงเริ่มเตรียมตัวสอบ SAT ตั้งแต่อยู่ม. 4 (หรือประมาณ Grade/Year 10) เนื่องจากทำให้มีโอกาสสอบหลายรอบมากกว่า นอกจากนี้ยังมีโอกาสได้คะแนนสูงมากกว่าคนที่เตรียมตัวช้า นอกจากนี้ aims ยังมีการจัดกิจกรรมสอน SAT ฟรี! เป็นประจำทุกปี โดยสามารถติดตามได้จาก LINE @aims หรือ facebook: aims.school

การเรียน SAT ที่ aims มีหลายรูปแบบได้แก่

1. แบบเดี่ยวหรือจับกลุ่มเพื่อนมาเอง
2. แบบกลุ่ม (มีตารางเรียนใน website)
3. การเรียน SELF (เรียนกับคอมพิวเตอร์ที่ aims ดูรายละเอียดที่นี่)
4. การเรียน online (เรียนผ่าน PC, Laptop, Tablet, Smart Phone ที่ไหนก็ได้ ดูรายละเอียดที่นี่)

โดยนักเรียนสามารถเลือกเรียนได้ตามความต้องการ (แยกเรียน Reading/ Writing หรือ Mathematics ได้) ทั้งนี้แนะนำให้ปรึกษากับ Counselor คือคุณปัญญาธัมม์ (คุณต้น) หรือคุณปวเรศ (คุณป็อป) ผู้ซึ่งมีประสบการณ์แนะแนวกว่า 5 ปีและได้รับเชิญไปบรรยาย ณ โรงเรียนต่างๆ เช่น กรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย สาธิต มศว ปทุมวัน สามเสนวิทยาลัย ฯลฯ และช่วยให้นักเรียนสอบติดมานับร้อยคนแล้ว

 

หากจะเริ่มต้นเรียน SAT ควรเรียนคอร์สไหนดี

ผลจากการสอน SAT มากกว่า 10 ปีทำให้ aims พัฒนาคอร์สเพื่อเตรียมความพร้อมจำนวน 8 ประเภทโดย aims เป็นสถาบันแรกๆที่มีการแบ่งระดับทั้งใน Math และ Critical Reading  เพื่อให้นักเรียนที่มีความสามารถใกล้เคียงกันเรียนร่วมกันโดยมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังจำกัดจำนวนนักเรียนต่อชั้นเรียนไม่ให้มากเกินตั้งแต่ 8-25 คน (แล้วแต่ประเภทกลุ่ม) ทำให้มั่นใจได้ว่านักเรียนได้รับการดูแลอย่างทั่วถึง

นักเรียนใหม่ไม่จำเป็นจะต้องเริ่มเรียนจากการเรียนแบบพื้นฐาน (Foundation) แต่ขึ้นอยู่กับผลสอบ Pre-Test โดยหากได้คะแนนดีพอ จะได้สิทธิเข้าเรียนในระดับสูงขึ้นได้ทันทีที่เรียนคอร์สแรกทำให้นักเรียนเตรียมตัวสอบได้เร็วขึ้นและไม่ต้องเปลืองเงินค่าเรียนเพราะไม่ต้องเริ่มจากระดับพื้นฐานในกรณีที่มีทักษะในการเรียนดีอยู่แล้ว

เกร็ดเล็กน้อยเกี่ยวกับ SAT

(1)   SAT ประกอบด้วย 3 ส่วนคือ Mathematics, Critical Reading และ Writing แต่มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่มักจะพิจารณาผลคะแนนเฉพาะ 2 ส่วนแรกเท่านั้น (เช่น ทุกหลักสูตรของจุฬาฯไม่พิจารณาผล Writing)

(2)   ในการคิดคะแนน เมื่อตอบถูกจะได้ 1 คะแนน แต่หากตอบผิดจะถูกหัก 0.25 คะแนน โดยผู้เข้าสอบสามารถเลือกไม่ตอบคำถามได้โดยจะได้ 0 คะแนนในข้อนั้น คะแนนในส่วนนี้เรียกว่า Raw Score โดยจะถูกนำไปแปลงค่าเป็น Scaled Score ต่อไป (คะแนนเต็มของ Scaled Score คือ 800 คะแนนในแต่ละส่วน)

(3)   ข้อสอบ Mathematics มี 54 ข้อ ส่วน Critical Reading มี 67 ข้อ หากได้ Raw Score ครึ่งหนึ่งคือ Mathematics ได้ 27 คะแนนจะได้ Scaled Score ประมาณ 500 คะแนนและหากทำ Critical Reading ได้ 33 คะแนนจะได้ Scaled Score ประมาณ 500 คะแนนเช่นกัน

(4)   SAT เป็นข้อสอบที่ฝึกการคิดและตอบคำถามให้เร็วและถูกต้อง ดังนั้นเวลาเฉลี่ยในการตอบคำถามแต่ละข้อจึงอยู่ระหว่าง 43-83 วินาทีเท่านั้น

(5)   เมื่อกล่าวถึง SAT โดยทั่วไปมักหมายถึง “SAT I” หรือชื่ออย่างเป็นทางการคือ “SAT Reasoning Test” ส่วน SAT II นั้นมีเรียกอีกอย่างว่า “SAT Subject Tests”

(6)   SAT เป็นการสอบแบบ Paper-based Test
 หรือการฝนคำตอบลงบนกระดาษคำตอบ ยกเว้นบางข้อของ Mathematics ที่ใช้วิธี “grid-in” หรือเขียนคำตอบลงในกระดาษคำตอบด้วย 

(7)   จากข้อมูลของ College Board คะแนนเฉลี่ยในปี 2013 ของ Mathematics, Critical Reading และ Writing คือ 514, 496 และ 488 คะแนนตามลำดับ

(8)   ในสหรัฐอเมริกา นักเรียนสามารถเลือกสอบได้ทั้ง SAT และ ACT ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับ SAT

 

  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •